วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

social network

บริการเครือข่ายสังคม (อังกฤษ: social network service) เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก การทำงานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ในรูปฐานข้อมูล sql ส่วน video หรือ รูปภาพ อาจเก็บเป็น ไฟล์ก็ได้ บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์กัตเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บริการเครือข่ายสังคม มีผลประโยชน์คือหาเงินจากการโฆษณา การเล่นเกมโดยใช้บัตรเติมเงิน



 
ความเป็นมาของ Social Network
        จุดเริ่มต้นของสังคมออนไลน์เกิดขึ้นจากเว็บไซต์ Classmates.com  เมื่อปี 1995 และเว็บไซต์SixDegrees.com ในปี 1997 ซึ่งเป็นเว็บ ไซต์ที่จำกัดการใช้งานเฉพาะนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนเดียวกัน เพื่อสร้างประวัติ ข้อมูลการสื่อสาร ส่งข้อความ และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สนใจร่วมกันระหว่างเพื่อน นักเรียนในลิสต์เท่านั้น ต่อมาในปี 1999 เว็บไซต์epinions.com ที่พัฒนา โดย Jonathan Bishop ก็ได้มีการเพิ่มฟังก์ชั่นในส่วนของการที่ผู้ใช้สามารถ ควบคุมเนื้อหาและติดต่อถึงกันได้ ไม่เพียงแต่เพื่อนในรายชื่อเท่านั้น

การใช้งาน

...............รูปแบบการใช้งานของ Social Network นั้นเกือบจะเหมือนๆกันก็คือ เริ่มจากคุณสมัครเข้าไปเป็นสมาชิกของระบบ (ซึ่งเกือบ 100% เป็นบริการฟรี) เพื่อกำหนดชื่อสมาชิกและรหัสผ่าน และจะต้องใช้ในเวลาจะบันทึกหรือเช็คข้อความเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ "แอคเคาท์" (Account) และเมื่อสมัคร แล้วคุณอาจแนะนำให้เพื่อนของคุณสมัครเข้ามาในระบบด้วย และเชื่อมโยงกันไว้ด้วยการ "ฟอลโล่ว์" (Follow - ติดตามความเคลื่อนไหว) ของกันและกัน เมื่อเพื่อนของคุณบันทึกข้อความใหม่เข้ามา คุณก็จะได้รับข้อความนั้นทันที แต่ที่พิเศษก็คือ คุณสามารถหาเพื่อนใหม่ๆได้จากการค้นหาเหมือนๆกับการค้นหาเว็บที่คุณสนใจผ่านเว็บค้นหาเช่น "กูเกิ้ล" (Google) นั่นเลย เช่นค้นหาจากคำว่า ธุรกิจเครือข่าย คุณก็จะพบกับคนที่สนใจธุรกิจเครือข่ายด้วยกัน หรืออาจค้นหาจากชื่อสถานที่ที่คุณสนใจ ก็อาจเจอคนที่มีข้อมูลหรือสนใจในเรื่องเดียวกันกับคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะเจอเพื่อนใหม่แล้ว และยังสามารถ Follow เพื่อนใหม่นี้เพื่อรับรู้เรื่องใหม่ๆเวลาที่เขาบันทึกข้อความใหม่เข้ามา หรืออาจจะเริ่มสะสมเพื่อนจากเพื่อนของเพื่อนก็ยังได้ โดยดูว่าเพื่อนของเรา Follow ใครเอาไว้บ้างจาก "ฟอลโล่ว์ลิสต์" (Follow list) เราก็อาจเจอกับคนที่เราอยากเป็นเพื่อนกับเขาด้วยก็เป็นได้ เมื่อเจอแล้วก็ทำเหมือนเดิมครับ Follow เอาไว้เลย ง่ายๆแค่นี้ เครือข่ายสายสัมพันธ์ของเราก็จะค่อยๆเติบโตจนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่สำคัญก็คือ อย่าส่งข้อความรบกวนเพื่อนใหม่ของคุณ เพราะหากเขารับไม่ได้เขาอาจยกเลิกสัมพันธ์กับคุณได้ด้วยการ "บล๊อก" (Block) คุณออกจากเครือข่ายของเขาได้ตามสิทธิส่วนบุคคลของเขา




 
ประเภทของ Social Network
 



1. Identity Network   เผยแพร่ตัวตน
 
 
 
 

ใช้สำหรับนำเสนอตัวตน และเผยแพร่เรื่องราวของตนเองทางอินเตอร์เน็ทสามารถสร้างอัลบั้มรูปของตัวเอง สร้างกลุ่มเพื่อน และสร้างเครือข่ายขึ้นมาได้
2. Creative Network  เผยแพร่ผลงาน       

 
สามารถนำเสนอผลงานของตัวเองได้ในรูปแบบของวีดีโอ ภาพ หรือเสียงเพลง
3. Interested Network    ความสนใจตรงกัน      


                                    

  -del.icio.us เป็น Online Bookmarking หรือ Social Bookmarking  โดยเป็นการ Bookmark เว็บที่เราสนใจไว้บนอินเทอร์เน็ตสามารถแบ่งปันให้คนอื่นดูได้และยังสามารถบอกความนิยมของเว็บไซด์ต่างๆได้ โดยการดูจากจำนวนตัวเลขที่เว็บไซต์นั้นถูก Bookmark เอาไว้จากสมาชิกคนอื่นๆ 
  - Digg  นั้นคล้ายกับ del.icio.us แต่จะมีให้ลงคะแนนแต่ละเว็บไซด์ และมีการ Comment ในแต่ละเรื่อง
   -Zickr ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยคนไทย เป็นเว็บลักษณะเดียวกับ Digg แต่เป็นภาษาไทย

4. Collaboration Networkร่วมกันทำงาน คือเป็นการร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์หรือส่วนต่างๆของซอฟต์แวร์



  WikiPedia เเป็นสารานุกรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมความรู้ ข่าวสาร และเหตุการณ์ต่างๆ ไว้มากมาย
  ปัจจุบันเราสามารถใช้ Google Maps สร้างแผนที่ของตัวเอง หรือจะแบ่งปันแผนที่ให้คนอื่นได้ใช้ด้วย จึงทำให้มีสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ต่างๆ ถูกปักหมุดเอาไว้ พร้อมกับข้อมูลของสถานที่นั้นๆ ไว้แสดงผลจากการค้นหา
 
5. Gaming/Virtual Reality  โลกเสมือน

 
 
 
 6. Peer to Peer (P2P)

 
P2P เป็นการเชื่อมต่อกันระหว่าง Client (เครื่องผู้ใช้, เครื่องลูกข่าย) กับ Client โดยตรง โปรแกรม Skype จึงได้นำหลักการนี้มาใช้เป็นโปรแกรมสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต และก็มี BitTorrent เกิดขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง และรวดเร็ว แต่ทว่ามันก็ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

ข้อดี - ข้อเสีย ของ Social Network
...............ใน โลกไซเบอร์ก็เหมือนสังคมรอบข้างตัวเรา มีใส่หน้ากาก กัดกันข้างหลัง มีนิสัยดี นิสัยชั่ว มีการสงสัย การระวังคนรอบข้าง มีหมดทุกอย่าง เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก แต่เราจะสามารถคัดกรองกลุ่มคนยังไงได้นั้น ก็ต้องใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ หรือพิจารณา คนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนดี สักวันหนึ่งอาจจะกลับกลายเป็นคนชั่วไปก็เป็นได้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแน่นอน เพียงแต่เราจะมองโลกในแง่บวก หรือแง่ลบ เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอก็เฉกเช่นเดียวกับคนที่มีทั้งคนดีและคนชั่ว และใน Social Network ก็เช่นเดียวกัน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ประโยชน์ของ Social Network
...............บริษัท ต่างๆเริ่มหันมาใช้ Blog ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น เนื่องจากจัดการใช้งาน และอัพเดทให้ทันสมัยได้ง่าย อีกทั้งยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี เพราะ Blog ส่วนใหญ่จะสำรวจและแยกประเภทความสนใจของสมาชิกอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูก และสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าผ่านข้อความแสดงความคิดเห็น ได้อีกด้วย
ข้อดีของ Social Network
  • สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
  • เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถ เสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
  • เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
  • ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
  • ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
  • คลายเคลียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
ข้อเสียของ Social Network
  • เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผย ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
  • Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
  • เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
  • ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและ แสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
  • ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้      
  • ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social  network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
  • จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์

 
ข้อมูลจาก:
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type1/tech03/26/benefit.html

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความรู้เกี่ยว พ.ร.บ คอมพิวเตอร์

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.. ๒๕๕๐
 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550 ที่พึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม  2550
ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะชนและมีผลกระทบต่อบุคคลทุกกลุ่มอย่าง  กว้างขวาง ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550 เป็นพระราชบัญญัติฯที่มีเนื้อหาครอบคลุมลักษณะและบทลงโทษสาหรับการกระทาความผิดเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ , ข้อมูล(รวมถึง
รูปภาพและข้อความ) แยกตามหมวดหมู่ของลักษณะการกระทาผิดได้แก่
- Hack/Crack การเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการที่มิชอบ /การแปลงการทางานหรือข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ให้ผิด  ไปจากเดิม
- Attack ทาให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถใช้งานหรือให้บริการได้ตามปกติ  - Spoof ปลอมแปลงข้อมูลหรือปกปิดแหล่งที่มาของข้อมูล  - Sniff ดักจับข้อมูลทางเครือข่าย
ผู้ดูแลระบบ/ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศ(IT)ขององค์กรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจสาระสาคัญที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติฯ เพื่อที่สามารถปฎิบัติตามและให้คาแนะนาแก่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศขององค์กรมิให้
เกิดการกระทาความผิดตามพระราชบัญญัติฯภายในองค์กรของท่าน ตลอดจนสามารถใช้กฏหมายฉบับนี้เอาผิดกับผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบสารสนเทศขององค์กรได้ด้วยการเก็บข้อมูลจราจร( Logs)และหลักฐานที่จาเป็นอย่างครบถ้วนเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวนหาผู้กระทาความผิดได้
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ 
ระบบคอมพิวเตอร์ หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงาน  เข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดา
ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึง
ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบ  คอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น

ผู้ให้บริการหมายความว่า 
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดย  ประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่ประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นผู้ใช้บริการหมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม

ฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำโดยมิชอบ
มาตรา ๕                การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์
มาตรา ๖                การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึง
มาตรา ๗                การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์
มาตรา ๘                การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
มาตรา ๙                การรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์
มาตรา ๑๐              การรบกวนระบบคอมพิวเตอร์
มาตรา ๑๑              สแปมเมล์ (Spam Mail)
มาตรา ๑๒             การกระทำความผิดต่อความมั่นคง
มาตรา ๑๓             การจำหน่าย/เผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้กระทำความผิด
มาตรา ๑๔             การปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์/เผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม
มาตรา ๑๕             ความรับผิดของผู้ให้บริการ
มาตรา ๑๖              การเผยแพร่ภาพจากการตัดต่อ/ดัดแปลง

บทกำหนดโทษ
ฐานความผิด
โทษจำคุก
โทษปรับ
มาตรา ๕ เข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
ไม่เกิน ๖ เดือน
ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๖ ล่วงรู้มาตรการป้องกัน
ไม่เกิน ๑ ปี
ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๗ เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
ไม่เกิน ๒ ปี
ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๘ การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์
ไม่เกิน ๓ ปี
ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๙ การรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์
ไม่เกิน ๕ ปี
ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๑๐ การรบกวนระบบคอมพิวเตอร์
มาตรา ๑๑ สแปมเมล์
ไม่เกิน ๕ ปี
ไม่มี
ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๑๒ การกระทำต่อความมั่นคง
(๑) ก่อความเสียหายแก่ข้อมูลคอมพิวเตอร์
(๒) กระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ/เศรษฐกิจวรรคท้าย เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต
ไม่เกิน ๑๐ ปี
๓ ปี ถึง ๑๕ ปี
๑๐ ปี ถึง ๒๐ ปี
+ ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
๖๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท
ไม่มี
มาตรา ๑๓ การจำหน่าย/เผยแพร่ชุดคำสั่ง
ไม่เกิน ๑ ปี
ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๑๔ การเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม
ไม่เกิน ๕ ปี
ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๑๕ ความรับผิดของ ISP
ไม่เกิน ๕ ปี
  ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๑๖ การตัดต่อภาพผู้อื่น ถ้าสุจริต ไม่มีความผิด
ไม่เกิน ๓ ปี
ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท


เจตนารมณ์ของร่างกฎหมาย



                  เพื่อกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความ ผิดทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันนั้นอาจยังไม่สามารถรองรับหรือครอบคลุมถึง เช่น การกระทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำ งานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใดๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมี ลักษณะอันลามกอนาจารและเพื่อกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องมีความรู้ความชำนาญพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์เพื่อให้ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

สิ่งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ควรทำ 9 ข้อ


ในฐานะบุคคลธรรมดาท่านไม่ควรทำในสิ่งต่อไปนี้ เพราะอาจจะเป็นหนทางที่นำไปสู "กระทำความผิด" ตาม พรบ.นี้
1. อย่าบอก Password ของท่านแก่ผู้อื่น
2. อย่าให้ผู้อื่นยืมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเข้าเน็ต
3. อย่าติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายในบ้านหรือที่ทำงานโดยไม่ใช้มาตรการการตรวจสอบผู้ใช้งานและการเข้ารหัสลับ
4. อย่าเข้าสู่ระบบด้วย user ID และ Password ที่ไม่ใช่ของท่านเอง
5. อย่านำ User ID และ Password ของผู้อื่นไปใช้งานหรือเผยแพร่
6. อย่าส่งต่อซึ่งภาพหรือข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย
7. อย่ากด "Remember Me" หรือ "Remember Password" ที่เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และอย่า Log-in เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินที่เครื่องสาธารณะ
8. อย่าใช้ WiFi (Wireless LAN) ที่เปิดให้ใช้ฟรี โดยปราศจากการเข้ารหัสลับข้อมูล
9. อย่าทำผิดตามมาตรา ๑๔ ถึง ๑๖ เสียเอง ไม่ว่าโดยบังเอิญ หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อย่าบอก Password ของท่านแก่ผู้อื่น

                  ท่านไม่มีทางทราบว่าผู้อื่นจะนำไปใช้งานเข้าสู่ ระบบเมื่อใด หรือนำไปใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ หากผู้ที่แอบอ้างเป็นท่านไปกระทำความผิด ตามมาตรา ๕ ถึง ๑๖ ได้ทุกรูปแบบ กว่าท่านจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ตัวท่านทำเอง ชีวิตก็คงจะลำบากไปนาน ทางที่ดี ไม่ต้องบอก Password ให้แก่ผู้ใดเลย แล้วอย่าเผลอเขียนลงไปบนกระดาษทีมีคน แอบพบได้ ส่วน User ID อย่างเดียว บางครั้งก็สามารถปิดได้ แต่บ่อยครั้งที่เราต้องใช้ User ID เพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้อื่น ให้คนทราบก็ไม่เป็นไร

                 บทแทรก - การกำหนด Password ให้เป็นที่จำง่ายหรือเดาง่ายเกินไป ก็เป็นภัยต่อตัวท่านเองได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น โปรดอย่าคิดจะตั้ง Password เป็นชื่อลูก ชื่อคน รัก หรือชื่อสัตว์เลี้ยง หรือเลขหมายโทรศัพท์ที่อาจจะมีคนเดาได้ การตั้ง Password ไม่ดี เสี่ยงเท่ากับการบอก Password ให้แก่ผู้อื่น

อย่าให้ผู้อื่นยืมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเข้าเน็ต

                ถ้าท่านได้สั่งให้เครื่องจำ User ID และ Password เอาไว้เพื่อความสำดวกในการเข้าสู่ระบบข้อมูลหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สภาพเช่นนี้ไม่แตกต่างไปจากความเสี่ยงข้อ แรกคือเท่ากับการบอก Password แก่ผู้อื่น แล้วผู้นั้น เอาไปกระทำความผิดได้หลายรูปแบบ

อย่าติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายในบ้านหรือที่ทำงานโดยไม่ใช้มาตรการการตรวจสอบผู้ใช้งานและการเข้ารหัสลับ

                การทำเช่นนี้ทำให้คนทั่วไปที่อยู่ริมถนน หรือข้างบ้าน เข้าร่วมใช้ระบบไร้สายของท่านได้ ท่านจะทราบได้อย่างไร คนที่ผ่านหน้าบ้านหรือสำนักงานที่ติด Wireless LAN จะไม่ใช่ผู้ร้ายที่อาจ จะมาเข้าเน็ตของท่านเพือไปกระทำความผิด แล้วเขาก็ลอยนวล

อย่าเข้าสู่ระบบด้วย User ID และ Password ที่ไม่ใช่ของท่านเอง อันนี้ ถ้าทำไปแล้ว จะผิดตรงๆตามมาตรา ๕ และ อาจจะแถมไปผิดตามมาตรา ๗ ด้วย
  อย่านำ User ID และ Password ของผู้อื่นไปใช้งานหรือเผยแพร่   อันนี้ ถ้าทำไปแล้ว จะผิดตรงๆตามมาตรา ๖ ครับ

อย่าส่งต่อซึ่งภาพหรือข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย

                "ผิดกฎหมาย" ได้แก่กรณีทีภาพหรือข้อความที่ ลามกอนาจาร ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สร้างปัญหาความมั่นคง ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียง / หมิ่นประมาท ฯลฯ) หากท่านได้รับสิ่งเหล่านี้แล้ว โปรดลบทิ้งไปจากความครอบครองของท่าน ถ้าท่านไปส่งต่อให้ผู้อื่น หรือเก็บไว้ในเครื่องของท่าน จะมีความผิดตามมาตรา ๑๔ เอาได้ง่ายๆ

อย่ากด "Remember Me" หรือ "Remember Password" ที่เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และอย่า Log-in เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินที่เครื่อง สาธารณะ ถ้าท่านไม่ใช่เซียนทาง Computer Security

               คอมพิวเตอร์ สาธารณะ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บริการให้กับคนทั่วไป เช่น ในห้องสมุด สนามบิน ร้านกาแฟ ร้านเน็ต ท่านมีความเสี่ยงจากการถูกดักข้อมูล ดักแป้น พิมพ์และการแอบ บันทึก ID และ Password โดยเจ้าของร้าน หรือโดยผู้ใช้ที่เคยแอบมาติดตั้งโปรแกรมร้ายๆในเครื่องนั้น หากพลาดเพียงครั้งเดียว ข้อมูลเกี่ยวกับตัวท่านที่เคย ป้อนลงในเครื่องสาธารณะอาจจะถูก บันทึกและแอบนำไปใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น คอมพิวเตอร์สาธารณะ อาจจะเก็บข้อมูลจอภาพที่ท่านไปชม รวมทั้ง Cookies (ข้อมูลที่เว็บไซต์ที่ท่าน เข้าไปชมขอฝากไว้ที่เครื่อง PC เพื่อจะได้ว่าหากท่าน เข้าไปอีกครั้งจะได้จำได้ ว่าเป็นเครื่องเดิม) ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำให้บุคคลอื่นสามารถปลอมเป็นตัวท่านเวลาเข้าไปในเว็บไซต์ ที่ท่านเคยเยี่ยมได้ทั้งสิ้น
                พูดง่ายๆก็คือ หากท่านยังไม่คล่องเรื่องการระงับการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลใน PC ท่านไม่ควรเข้าไปทำธุรกรรมทางการเงิน ณ เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะที่ไหนเลย ยกเว้นว่าท่าน สามารถตรวจการตั้งๆค่าต่างๆของ Windows (Network Setting และ IE Setting) อย่างคล่องแคล่ว แม้จะเข้าไปเช็ค E-Mail ทาง Hotmail หรือ Gmail หรือ Yahoo เครื่อง สาธารณะต่างๆล้วนแล้วแต่จะ พร้อม "จดจำ" Password ทุกตัวของท่านเพื่อให้เข้าครั้งต่อไปโดยอัตโนมัติทั้งสิ้น คนที่รอใช้เครื่องหลังจากท่านเขามีวิธีการที่จะทราบว่าท่านไปชม เว็บไหนมาบ้าง โดยการกดปุ่ม "Go" ตามด้วย "History" ใน Internet Explorer แล้วเข้าสู่เว็บราวกับเป็นตัวท่านได้เลย

อย่าใช้ WiFi (Wireless LAN) ที่เปิดให้ใช้ฟรี โดยปราศจากการเข้ารหัสลับข้อมูล

               โปรด ระวัง หากท่านคิดจะทำรายการด้านการเงินบนเครื่องประเภทนี้ ข้อมูลที่ควรจะเป็นความลับของท่าน อาจถูกดักรับได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรัศมีคลื่นวิทยุของ WiFi (ราว 8 กิโล line of sight) (โปรดแสวงหา WPA หรือ WEP เพื่อการใช้ระบบเข้ารหัสลับมาตรฐาน ในการเข้าใช้ Wireless LAN)

อย่าทำผิดตามมาตรา ๑๔ ถึง ๑๖ เสียเอง ไม่ว่าโดยบังเอิญ หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

              การเขียนข่าวลงในเว็บสาธารณะ หรือการส่งข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่ทำให้เกิดการตื่นตระหนกในวงกว้าง ทำภาพตัดต่อที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่ควรทำทั้ง สิ้น ในเวลาเดียวกัน การปล่อย User ID และ Password ให้ผู้อื่นทราบ ก็อาจจะเป็นเหตุให้ท่านเดือดร้อนได้ เพราะหากผู้ที่ทราบไปลงมือกระทำ หรือเอาไปแพร่ต่อให้บุคคลอื่นๆ ทราบ ความผิดก็จะตกอยู่แก่ท่านเพราะ ท่านอาจจะไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนกระทำ แค่ปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้ทำอาจจะไม่เพียงพอในการอธิบายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ การสู้คดีในศาล
บทความโดย   ทวีศักดิ์ กออนันตกูล  wiki.nectec.or.th   



              และเนื่องจาก พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มีเนื้อหาครอบคลุมถึงส่วนของ "ผู้ให้บริการ" ด้วย ทางศูนย์เครือข่ายและอินเทอร์เน๊ต จึงจำเป็นจะต้องมีการเก็บบันทึก "ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์" ของผู้ใช้งานระบบเครือข่ายและอินเทอร์เน๊ตในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน โดยอาจมีการเพิ่มขั้นตอน ในการ "ล๊อกอิน" เพื่อยืนยันตัว บุคคลที่กำลังใช้งานระบบอยู่ โดยขั้นตอนการล๊อกอินนั้นกำลังอยู่ในขั้นการพัฒนา และจะเริ่มใช้ในอนาคตเร็วๆนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ เนื้อหาในส่วนของผู้ให้บริการมีดังต่อไปนี้
ผู้ให้บริการ

  • ผู้ให้บริการ นอกจากจะหมายถึง Internet Service Provider ทั่วไปแล้ว ยังหมายถึง ผู้ดูแลเว็บ และครอบคลุมถึงหน่วยงานที่มีการจัดบริการออนไลน์บริการใช้อินเทอร์ เน็ตและเครือข่ายทั่วไปใน หน่วยงานของตนเองอีกด้วย เจ้าของร้านอินเทอร์เน็ต เจ้าของเว็บไซต์ รวมทั้งเจ้าของเว็บบอร์ด ล้วนแล้วเข้าข่ายที่จะเป็นผู้ให้บริการทั้งสิ้น หากท่านเปิดบริการให้สาธารณชน เข้ามาใช้บริการเข้า ถึงอินเทอร์เน็ต หรือสามารถแพร่ข้อความ ภาพ และเสียงผ่านเว็บที่ท่านเป็นเจ้าของ
  • ผู้ให้บริการ ตามกฎหมายนี้ ต้องทำตามหน้าที่ของ ผู้ให้บริการ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฯนี้ กล่าวคือ
    • "มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบ วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่ จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้า สิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะ คราวก็ได้
    • ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่ จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้อง เก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่ น้อยกว่าเก้าสิบวันนับ ตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง...
    • ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฎิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท"

หลักในการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับกฎหมายนี้

  • ข้อมูลที่เก็บ ต้องมีรายการที่สามารถระบุว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เป็นใคร เข้ามาทางเครือข่ายทางประตูใด มีหมายเลข IP อะไร ใช้โปรแกรมประยุกต์อะไร ในห้วงเวลาใด
  • นาฬิกาของเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสาร ต้องมีการตั้งเวลาให้ตรงกับนาฬิกาอะตอมที่ใช้อ้างอิง เช่น ที่ NIST (สหรัฐอเมริกา) กรมอุทกศาสตร์ (กองทัพเรือ) สถาบันมาตรวิทยา (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) หรือใช้เทียบเวลากับเครื่อง time server ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น เนคเทค (ntp://clock.nectec.or.th) ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายทั่วไป รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์มาตรฐานทั่วไป สามารถตั้งเวลาให้ตรงกับเวลามาตรฐานโลกได้ด้วยความแม่นยำในระดับ 1 มิลลิวินาทีหรือดีกว่านี้
  • ข้อมูลจราจร ต้องมีการจัดเก็บอย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการถูกแก้ไข หรือสื่อข้อมูลเสื่อมคุณภาพ ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน




ความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ทุกคนควรทราบ มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 50


เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไปซะงั้น เจอคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปประกาศให้คนอื่นรู้ เจอคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดีๆ แล้วแอบไปล้วงข้อมูลของเขาออกมา เจอคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา เจอคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขา เราดันมือบอนไปโม (modify หรือปรับแก้) มันซะงั้น
เจอคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำ งานอยู่ดีๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรืออะไรก็ตามเข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ยง
เจอคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลล์จากเราเล้ย เราก็ทำตัวเซ้าซี้ส่งให้เขาซ้ำๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ เจอปรับไม่เกิน100,000บาท

ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. แล้ว…
 - ทำให้เราๆ ท่านๆ บุคคลทั่วไปเกิดความเสียหาย …

จำคุกไม่เกิน 10 ละปรับไม่เกิน 200,000บาท
 - ก่อความเสียหายต่อความั่นคงของประเทศ เศษรฐกิจ และสังคม  …. จำคุกตั้งแต่ 3 – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000บาท ถึง 300,000บาท และถ้าทำให้ใครตายก็จะปรับโทษเป็น … จำคุกตั้งแต่ 10ปีถึง 20ปี

ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใครๆทำเรื่องแย่ๆในข้อข้างบนได้ เจอคุกไม่เกินปีนึง หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

โป๊,โกหก, ปลอมแปลง,กระทบความมั่นคง,ก่อการร้าย, และส่งต่อข้อมูลทั้งๆที่รู้ว่าผิดตามที่กล่าวมาข้างต้น  เจอคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ใครเป็นเจ้าของเว็บ แล้วสนับสนุน/ยอมให้เกิดข้อ 10. โดนเหมือนกัน เจอคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เท่ากับคนที่ทำเลย

ใครอยากเป็นศิลปินข้างถนน ที่ชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อแล้วเอาไปโชว์ผลงานบนระบบคอมพิวเตอร์ให้ใครต่อใครดู เตรียมใจไว้เลยมีสิทธิ์โดนเจอคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
ที่มา
http://www.nlt.go.th/data/law_com_2550.pdf
http://skn.ac.th/prb.doc
http://news.tlcthai.com/news-interest/336.html
http://www.rmuti.ac.th/net/comact/